ไกลโคเจน ถังพลังงานสำรองในกล้ามเนื้อไก่ชน ที่ช่วยให้ออกแรงได้ดีและยาวนาน

📅 อัปเดตล่าสุดเมื่อ: 9 ตุลาคม 2026

ไกลโคเจนพลังงานสำรองในกล้ามเนื้อไก่ชน

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมไก่บางตัวช่วงแรกดูสดมาก ออกแรงได้ดี กล้ามเนื้อทำงานเต็มที่ แต่พอใช้แรงต่อเนื่องไปสักระยะกลับเริ่มแผ่วลง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็กินอาหารดีและร่างกายดูสมบูรณ์? เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวใจ ปอด หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว เพราะภายในกล้ามเนื้อยังต้องมี “เชื้อเพลิง” สำหรับเปลี่ยนเป็นพลังงานให้เซลล์นำไปใช้ และหนึ่งในแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญก็คือ ไกลโคเจน (Glycogen)

พูดง่ายๆ ไกลโคเจนคือรูปแบบหนึ่งที่ร่างกายใช้เก็บกลูโคสสำรองเอาไว้ โดยสะสมอยู่มากในตับและกล้ามเนื้อ เมื่อไก่กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตจนได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กที่สามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ กลูโคสส่วนหนึ่งถูกนำไปสร้างพลังงานทันที ขณะที่ส่วนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้สามารถนำไปสร้างเป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บสำรองไว้ เมื่อกล้ามเนื้อต้องทำงานหนัก ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อสามารถถูกสลายอย่างรวดเร็วและป้อนเข้าสู่กระบวนการสร้าง ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้ในการหดตัวโดยตรง หลักการสำคัญจึงไม่ซับซ้อนครับ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็เหมือนเครื่องยนต์ที่ดี แต่เครื่องยนต์ดีเพียงใด ถังเชื้อเพลิงมีไม่พอ ก็ยากที่จะทำงานหนักได้นาน

📦 สรุปสั้นแบบรู้ลึก

  • ไกลโคเจนคือคาร์โบไฮเดรตสำรองของร่างกาย เก็บอยู่โดยเฉพาะในตับและกล้ามเนื้อ และเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญเมื่อกล้ามเนื้อต้องทำงาน
  • ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อกับตับมีหน้าที่ต่างกัน กล้ามเนื้อเก็บไว้ใช้ในกล้ามเนื้อนั้นเป็นหลัก ส่วนตับช่วยรักษาระดับกลูโคสในเลือดเพื่อส่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ
  • การออกแรงหนักหรือซ้ำต่อเนื่อง ความร้อน ความเครียด การกินอาหารไม่เพียงพอ และการพักฟื้นที่ไม่เหมาะสม ล้วนสามารถรบกวนความพร้อมของระบบพลังงานได้ ดังนั้น อย่ามองเพียงว่าไก่กินอะไร แต่ต้องมองด้วยว่าไก่ใช้พลังงานไปเท่าไร และมีเวลาฟื้นกลับมาเพียงพอหรือไม่

 

จากข้าวหนึ่งคำ สู่พลังงานสำรองในกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กระบวนการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตจากอาหารเป็นไกลโคเจนในไก่

อาหารหลักที่คนเลี้ยงไก่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวโพด หรือวัตถุดิบจากธัญพืชต่างๆ มีคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ แต่ร่างกายไม่สามารถหยิบเมล็ดข้าวแล้วส่งตรงเข้าไปให้กล้ามเนื้อใช้ได้ อาหารเหล่านี้ต้องผ่านการย่อยเสียก่อน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างแป้งจะถูกย่อยจนกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก แล้วจึงถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด

กลูโคสที่เข้าสู่ร่างกายมีหลายเส้นทาง ถ้าร่างกายกำลังต้องการพลังงาน เซลล์สามารถนำกลูโคสเข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงานได้ แต่ถ้าในขณะนั้นได้รับพลังงานเพียงพอแล้ว กลูโคสบางส่วนสามารถถูกนำมาต่อกันเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีแขนงจำนวนมาก เรียกว่า ไกลโคเจน และเก็บไว้โดยเฉพาะใน ตับและกล้ามเนื้อโครงร่าง กระบวนการสร้างไกลโคเจนนี้มีเอนไซม์หลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยหนึ่งในตัวสำคัญคือเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ต่อหน่วยกลูโคสเข้ากับสายไกลโคเจน

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กลูโคสก็เหมือนเงินสด ส่วนไกลโคเจนเหมือนเงินที่ร่างกายฝากไว้ในบัญชีพร้อมถอนมาใช้ เวลากินอาหารเข้าไป ร่างกายไม่ได้จำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งหมดในนาทีนั้น ส่วนหนึ่งจึงถูกเก็บไว้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกแรงจึงค่อยถอนพลังงานสำรองออกมาใช้

ไกลโคเจนในตับ กับไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ถังเดียวกัน

ไกลโคเจนสะสมในตับและกล้ามเนื้อของไก่

ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญมากครับ แม้เราจะพูดว่าไกลโคเจนสะสมอยู่ทั้งในตับและกล้ามเนื้อ แต่ หน้าที่ของสองแหล่งนี้ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ไกลโคเจนใน ตับ มีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาระดับกลูโคสในเลือด เมื่อไม่ได้รับอาหารหรือร่างกายต้องการพลังงานเพิ่ม ตับสามารถสลายไกลโคเจนแล้วปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อช่วยเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ส่วน ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนเสบียงประจำหน่วย กล้ามเนื้อเก็บไว้เพื่อใช้สร้างพลังงานสำหรับการทำงานของตัวเองเป็นหลัก

ในไก่ ความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดจากงานทดลองเรื่องการงดอาหาร นักวิจัยพบว่าหลังงดอาหาร 24 ชั่วโมง ไกลโคเจนในตับลดลงประมาณ 77% ขณะที่ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อลดลงเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าร่างกายนกพยายามรักษาไกลโคเจนในกล้ามเนื้อไว้ ขณะที่ตับตอบสนองต่อภาวะขาดอาหารอย่างชัดเจนกว่า

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ควรพูดรวมๆ ว่า “ไกลโคเจนของไก่หมด” เพราะในความเป็นจริง ไกลโคเจนแต่ละแหล่งมีหน้าที่และการควบคุมแตกต่างกัน

มี งานวิจัยในไก่เนื้อ ที่ช่วยให้เราเห็นภาพเรื่องนี้ชัดขึ้น โดย Warriss และคณะ ทดลองงดอาหารไก่เนื้อตัวผู้และติดตามปริมาณไกลโคเจน พบว่า ไกลโคเจนในตับลดลงจนเหลือน้อยมากภายใน 6 ชั่วโมงหลังหยุดให้อาหาร แต่ในกล้ามเนื้อกลับไม่ได้ลดลงเหมือนกันทุกส่วน กล้ามเนื้ออกแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่กล้ามเนื้อขามีไกลโคเจนลดลงอย่างชัดเจนหลังอดอาหาร 12 ชั่วโมง ผลการทดลองนี้สะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายไก่ไม่ได้มี “ถังไกลโคเจน” เพียงถังเดียว แต่แต่ละแหล่งมีหน้าที่และรูปแบบการใช้พลังงานแตกต่างกัน

อ่านเพิ่มเติม : กายวิภาคไก่ชน: เจาะลึกโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกที่ส่งผลต่อ ‘เบอร์แข้ง’

เมื่อไก่ออกแรง ไกลโคเจนกลายเป็นแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างไร?

การใช้ไกลโคเจนสร้างพลังงานให้กล้ามเนื้อไก่ขณะออกแรง

เวลาที่ไก่เคลื่อนไหว กล้ามเนื้อไม่ได้เอาไกลโคเจนไปใช้โดยตรง สิ่งที่กล้ามเนื้อต้องการจริงๆ คือโมเลกุลพลังงานที่เรียกว่า ATP ซึ่งเปรียบได้กับ “เงินสดที่เซลล์ใช้จ่ายได้ทันที” ทุกครั้งที่เส้นใยกล้ามเนื้อหดตัว ATP จะถูกใช้ และร่างกายจึงต้องสร้าง ATP กลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อจะถูกสลายออกเป็นหน่วยเล็กๆ และเข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน กลูโคสจากเลือดก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เช่นกัน เมื่อความหนักของการออกแรงเพิ่มสูงขึ้น คาร์โบไฮเดรตและไกลโคเจนในกล้ามเนื้อจะยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างพลังงานมากขึ้น

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ไขมันมีพลังงานสะสมอยู่มากก็จริง แต่การมีพลังงานเยอะกับการหยิบพลังงานมาใช้ได้รวดเร็วไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เวลาต้องออกแรงหนัก กล้ามเนื้อต้องสร้าง ATP ในอัตราสูง ระบบที่ใช้คาร์โบไฮเดรตจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ส่วนในการออกแรงระดับเบาถึงปานกลางและต่อเนื่อง ร่างกายสามารถพึ่งพาการเผาผลาญไขมันมากขึ้นได้ งานในไก่ไข่ที่ออกกำลังระดับปานกลางบนลู่วิ่งถึง 90 นาที ก็พบว่าความต้องการพลังงานส่วนใหญ่สามารถรองรับด้วยการระดมกรดไขมัน โดยไม่พบการพร่องของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อขาอย่างชัดเจน

ดังนั้นประโยคว่า “ไกลโคเจนทำให้ไก่ออกแรงได้นาน” ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ไกลโคเจนเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกแรงที่มีความหนักสูงหรือมีการใช้แรงซ้ำๆ แต่ความอึดของไก่ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยไกลโคเจนเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้ออกซิเจน การไหลเวียนเลือด ชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อ การระบายความร้อน ความพร้อมของระบบประสาท และความสามารถในการใช้ไขมันเป็นพลังงานร่วมกันด้วย

“ความอึดไม่ได้เกิดจากถังพลังงานใบใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้งขนาดของถัง และความสามารถของเครื่องยนต์ในการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ไกลโคเจน และระบบพลังงานของกล้ามเนื้อไม่ได้เป็นเพียงหลักการในตำราเท่านั้น งานวิจัยในไก่ พบว่า การอดอาหารทำให้ไกลโคเจน รวมถึง ATP และ ADP ในกล้ามเนื้อพร่องเร็วขึ้น ผลดังกล่าวช่วยยืนยันว่าไกลโคเจนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะพลังงานภายในกล้ามเนื้อ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่กล้ามเนื้อต้องใช้ในการหดตัวจริงๆ คือ ATP ส่วนไกลโคเจนก็คือหนึ่งในแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้างพลังงานนั้น 

อ่านเพิ่มเติม : โภชนาการสร้างแรงไก่ชน: กินอย่างไรให้มีทั้งแรงต้น แรงปลาย และฟื้นตัวไว

อะไรทำให้พลังงานสำรองพร่องเร็ว และทำไมไก่บางตัวจึงแผ่วเร็วกว่าที่คิด?

การฟื้นฟูและเติมไกลโคเจนกลับสู่กล้ามเนื้อไก่หลังออกแรง

ปัจจัยแรกและตรงที่สุดคือ ความหนักและระยะเวลาของการออกแรง โดยหลักสรีรวิทยา ยิ่งกล้ามเนื้อทำงานหนัก อัตราการใช้ไกลโคเจนก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องเร่งแรงหรือใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ ด้วยความเข้มสูง งานด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายพบอย่างสม่ำเสมอว่าความหนักของงานเป็นตัวกำหนดสำคัญของอัตราการสลายไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ

อีกเรื่องหนึ่งคือ การพักฟื้นระหว่างการใช้แรงแต่ละครั้ง เมื่อกล้ามเนื้อใช้ไกลโคเจนไปแล้ว ร่างกายต้องใช้เวลาและวัตถุดิบในการสร้างกลับคืนมา คาร์โบไฮเดรตเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการเติมไกลโคเจนกลับเข้าสู่กล้ามเนื้อ ดังนั้นถ้าใช้แรงหนักซ้ำบ่อย แต่การกินอาหารและช่วงพักไม่สอดคล้องกับงานที่ทำ การฟื้นตัวของพลังงานสำรองอาจไม่สมบูรณ์ หลักการนี้เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม “วันพัก” จึงเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก ไม่ใช่วันที่ไม่ได้ฝึก

ความร้อนและความเครียดก็กินงบพลังงานของร่างกาย

สิ่งที่คนเลี้ยงมักมองข้ามคือ ไก่ไม่จำเป็นต้องกำลังออกแรงหนักอยู่ตรงหน้าเรา ร่างกายจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ความร้อนและความเครียดทางสรีรวิทยาก็สามารถเปลี่ยนระบบเผาผลาญได้เช่นกัน

เมื่อไก่เผชิญความร้อน ระบบประสาทและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียดถูกกระตุ้น มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการควบคุมกลูโคส เพื่อให้ร่างกายรับมือกับสถานการณ์นั้น งานวิจัยในไก่เนื้อพบว่าความเครียดจากความร้อนสัมพันธ์กับการลดลงของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ และการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ขณะที่ความร้อนเรื้อรังยังสามารถเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติโคสเตอโรนและเปลี่ยนกระบวนการสร้างกลูโคสของตับได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่อง “ความเครียดทำให้ไกลโคเจนลด” ไม่ควรเหมารวมแบบตรงไปตรงมาทุกกรณี เพราะผลขึ้นอยู่กับ ชนิด ระยะเวลา และความรุนแรงของความเครียด รวมถึงกล้ามเนื้อที่ศึกษา งานในไก่บางการทดลองพบว่าการกระตุ้นคอร์ติโคสเตอโรนระยะยาวกลับเพิ่มไกลโคเจนในกล้ามเนื้ออก ขณะที่การตอบสนองแบบอื่นให้ผลต่างออกไป แสดงให้เห็นว่าระบบความเครียดกับการเผาผลาญกลูโคสของไก่มีความซับซ้อนกว่าคำว่า “เครียดแล้วน้ำตาลหมด” มาก

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่คนเลี้ยงควรมองจึงไม่ใช่การพยายาม “อัดไกลโคเจน” อย่างเดียว แต่เป็นการจัดการภาพรวม ได้แก่

  • อาหารต้องให้พลังงานและคาร์โบไฮเดรตเพียงพอกับงานที่ไก่ทำ
  • มีเวลาพักฟื้นหลังการใช้แรงหนัก เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายซ่อมแซมและเติมพลังงานสำรอง
  • มีน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะภาวะขาดน้ำและความร้อนเพิ่มภาระต่อระบบสรีรวิทยา
  • ลดความเครียดที่ไม่จำเป็น เช่น ความร้อนจัด การขนส่ง หรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ไก่ตื่นตกใจต่อเนื่อง
  • อย่าฝึกหนักเพียงเพราะต้องการให้ไก่อึด เพราะการฝึกกับการฟื้นตัวต้องเดินคู่กัน

มีงานในไก่ที่พบว่าการขนส่งร่วมกับการอดอาหารเป็นเวลานานสัมพันธ์กับการลดลงของไกลโคเจนตับ และมีหลักฐานบ่งชี้ถึงการพร่องของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อบางมัดด้วย ผู้วิจัยยังเสนอว่าการพร่องของพลังงานสะสมอาจสัมพันธ์กับความล้าของไก่

เพราะฉะนั้น หากจะสร้างไก่ที่พร้อมใช้แรง เราไม่ควรถามเพียงว่า “ก่อนออกแรงจะให้กินอะไร?” แต่ควรถามตั้งแต่หลายวันก่อนหน้านั้นว่า “อาหาร การฝึก การพัก น้ำ และสภาพแวดล้อมของไก่สมดุลกันหรือยัง?”

อ่านเพิ่มเติม : สูตรเด็ด: เทคนิค “คาร์บโหลด” สะสมพลังงานให้ไก่ชน 3 วันก่อนออกชน

บทสรุป : ไกลโคเจนไม่ใช่พลังวิเศษ แต่คือเชื้อเพลิงที่กล้ามเนื้อต้องมี

การใช้ไกลโคเจนสร้างพลังงานให้กล้ามเนื้อไก่ขณะออกแรง

ไกลโคเจนเป็นหนึ่งในระบบเก็บพลังงานที่สำคัญของร่างกายไก่ คาร์โบไฮเดรตจากอาหารถูกย่อยและดูดซึม ก่อนที่กลูโคสบางส่วนจะถูกนำไปใช้ทันที และอีกส่วนหนึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนสะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อ เมื่อถึงเวลาที่กล้ามเนื้อต้องออกแรง ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อสามารถถูกระดมเข้าสู่กระบวนการสร้าง ATP เพื่อรองรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ ขณะที่ตับมีบทบาทสำคัญในการรักษาระดับกลูโคสในเลือด

แต่สิ่งที่คนเลี้ยงควรจำให้แม่นคือ ไกลโคเจนเป็นเพียงชิ้นหนึ่งของระบบพลังงาน ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคำว่า “ความอึด” ไก่ที่ออกแรงได้ดีต้องอาศัยทั้งอาหารที่เหมาะสม กล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึก ระบบไหลเวียนและการใช้ออกซิเจนที่ดี น้ำเพียงพอ การควบคุมความร้อน รวมถึงเวลาพักฟื้นที่เหมาะสม

ดังนั้นแทนที่จะพยายามหาอาหารหรือสูตรลับที่จะทำให้ “พลังงานเต็มถัง” ภายในเวลาอันสั้น การดูแลพื้นฐานให้ถูกต้องทุกวันกลับมีความสำคัญกว่า เพราะร่างกายไม่ได้สร้างความพร้อมขึ้นมาในมื้อเดียว และไม่ได้ฟื้นจากการใช้แรงหนักในทันที

“แรงที่เราเห็นในวันใช้งาน ไม่ได้สร้างขึ้นในวันนั้น แต่มาจากอาหาร การฝึก และการพักที่สะสมมาหลายวันก่อนหน้า”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเข้าใจเรื่องไกลโคเจนจึงมีประโยชน์กับคนเลี้ยงไก่ ไม่ใช่เพื่อให้เราหาทางอัดพลังงานเข้าไปให้มากที่สุด แต่เพื่อให้เข้าใจว่า ร่างกายไก่เก็บพลังงานอย่างไร ใช้มันเมื่อไร และต้องให้เวลาเติมกลับอย่างไร เมื่อเข้าใจหลักนี้ การวางอาหาร การฝึก และการพักก็จะมีเหตุผลรองรับมากกว่าการทำตามสูตรเพียงอย่างเดียว

ไก่ชนฮับ ศูนย์รวมความรู้ไก่ชนที่ดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไม่ถึงขนาดนั้นครับ การมีไกลโคเจนพร้อมใช้เป็นข้อได้เปรียบด้านพลังงาน โดยเฉพาะในการออกแรงที่มีความหนักสูง แต่ความสามารถในการออกแรงต่อเนื่องเกิดจากหลายระบบทำงานร่วมกัน ทั้งหัวใจ การไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ กล้ามเนื้อ การใช้ออกซิเจน การควบคุมอุณหภูมิ และความสามารถในการใช้ไขมันเป็นพลังงาน มีน้ำมันเต็มถังไม่ได้แปลว่ารถทุกคันจะวิ่งได้ไกลเท่ากัน เพราะประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ก็ต่างกัน

ไม่ควรคิดแบบยิ่งมากยิ่งดีครับ ร่างกายมีความสามารถในการเก็บไกลโคเจนจำกัด และอาหารของไก่ยังต้องสมดุลทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และพลังงานโดยรวม การเพิ่มคาร์โบไฮเดรตโดยไม่ดูความต้องการจริงอาจทำให้ได้รับพลังงานเกินและสะสมเป็นไขมันแทนได้ สิ่งสำคัญจึงเป็น อาหารที่สมดุลและเหมาะกับระดับกิจกรรม มากกว่าการเพิ่มวัตถุดิบชนิดใดชนิดหนึ่งแบบสุดทาง

ได้ครับ หลังการใช้แรง ร่างกายสามารถนำคาร์โบไฮเดรตจากอาหารมาสร้างไกลโคเจนกลับคืนเข้าสู่กล้ามเนื้อและตับได้ กระบวนการฟื้นฟูจึงต้องอาศัยทั้ง อาหาร น้ำ และเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้แรงหนักหรือใช้แรงซ้ำ การให้ช่วงพักที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญพอๆ กับการฝึก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *