📅 อัปเดตล่าสุดเมื่อ: 9 สิงหาคม 2026
อาหารถือเป็นต้นทุนสำคัญอย่างหนึ่งของ การเลี้ยงไก่ชน หลายฟาร์มจึงเริ่มสนใจการซื้อวัตถุดิบมาผสมและอัดเม็ดใช้เอง โดยเฉพาะปัจจุบันที่เครื่องบด เครื่องผสม และเครื่องอัดเม็ดอาหารสัตว์ขนาดเล็กสามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น และมีราคาไม่สูงเหมือนเครื่องจักรระดับโรงงานในอดีต
เหตุผลของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป
บางคนต้องการ ลดต้นทุนค่าอาหาร บางคนอยากเลือกคุณภาพวัตถุดิบด้วยตัวเอง บางคนไม่มั่นใจว่าอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมาใช้มีสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ขณะที่บางคนเพียงอยากทดลองปรับสูตรอาหารให้เหมาะกับไก่ในฟาร์มของตัวเอง
แต่การทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดไม่ได้หมายถึงเพียงนำข้าวโพด รำ และกากถั่วเหลืองมาคลุกรวมกัน แล้วเทลงเครื่องอัดให้กลายเป็นเม็ดเท่านั้น
อาหารที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่
กำหนดสูตร → เลือกวัตถุดิบ → ชั่ง → บด → ผสม → ปรับสภาพ → อัดเม็ด → ทำให้เย็นและแห้ง → จัดเก็บ
ที่สำคัญคือ อาหารที่อัดออกมาเป็นเม็ดสวย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเสมอไป
ไก่ต้องการทั้งพลังงาน โปรตีนในรูปของกรดอะมิโน แร่ธาตุ วิตามิน และสารอาหารอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดังนั้นก่อนผลิตจริง ควรนำสูตรที่ต้องการใช้ไปตรวจสอบด้วยโปรแกรมคำนวณสูตรอาหารก่อน
“อัดให้เป็นเม็ดนั้นไม่ยาก แต่อัดอย่างไรให้สิ่งที่อยู่ในเม็ดนั้นเป็นอาหารที่ดี นั่นต่างหากคือหัวใจ”
บทความนี้จะเน้นที่ กระบวนการผลิตอาหารไก่ชนอัดเม็ดระดับฟาร์ม ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการเก็บอาหารหลังผลิต เพื่อให้คนเลี้ยงสามารถนำไปทดลองทำได้จริง
📦 สรุปสั้น ๆ: วิธีทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดด้วยตัวเอง
การทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดใช้เอง เริ่มจาก กำหนดสูตรและชั่งวัตถุดิบให้แม่นยำ จากนั้นบดวัตถุดิบให้มีขนาดเหมาะสม ทำพรีมิกซ์ย่อยสำหรับส่วนผสมที่ใช้ปริมาณน้อย แล้วผสมทุกอย่างให้สม่ำเสมอ ก่อนปรับความชื้นตามความเหมาะสมของเครื่องและนำเข้าเครื่องอัดเม็ด
หลังอัดเสร็จ อย่ารีบบรรจุทันที ควรพักอาหารให้เย็นและระบายความชื้นก่อน แล้วจึงร่อนเศษผงและเก็บในภาชนะที่แห้ง ป้องกันความชื้น หนู และแมลง
หัวใจสำคัญมี 5 ข้อ
- เลือกวัตถุดิบที่สะอาดและไม่ขึ้นรา
- ชั่งวัตถุดิบทุกชนิดตามน้ำหนักจริง
- ผสมพรีมิกซ์และสารที่ใช้ปริมาณน้อยให้กระจายทั่ว
- ทดลองอัดทีละ Batch เล็กก่อนผลิตจำนวนมาก
- ตรวจสารอาหารของสูตรก่อนใช้จริง ไม่ดูเพียงเปอร์เซ็นต์โปรตีน
อาหารเม็ดที่ดีไม่ได้วัดเพียงว่า “อัดเป็นเม็ดสวยหรือไม่” แต่ต้องดูว่าสิ่งที่อยู่ในเม็ดนั้นครบ สมดุล และสม่ำเสมอเพียงใด
ก่อนทำอาหารไก่ชนอัดเม็ด ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
สำหรับการผลิตอาหารใช้เองในฟาร์ม ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องจักรขนาดใหญ่เหมือนโรงงานอาหารสัตว์ แต่อุปกรณ์พื้นฐานควรมีอย่างน้อยดังนี้
- เครื่องชั่ง สำหรับชั่งวัตถุดิบหลัก
- เครื่องชั่งละเอียด สำหรับเกลือ พรีมิกซ์ กรดอะมิโน และวัตถุดิบที่ใช้ปริมาณน้อย
- เครื่องบดวัตถุดิบ
- เครื่องผสมอาหาร หรือภาชนะที่สามารถผสมวัตถุดิบได้อย่างทั่วถึง
- เครื่องอัดเม็ดอาหารสัตว์
- ภาชนะสะอาดสำหรับชั่งและพักวัตถุดิบ
- ตะแกรงสำหรับร่อนเศษผง
- พื้นที่สะอาดสำหรับพักอาหารหลังอัดเม็ด
- ถุงหรือภาชนะสำหรับเก็บอาหารที่สามารถป้องกันความชื้นได้
หนึ่งในอุปกรณ์ที่คนทำอาหารเองมักมองข้ามคือ เครื่องชั่ง
หากชั่งข้าวโพดคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย ผลอาจไม่มากนัก แต่ถ้าวัตถุดิบที่ใช้เพียงไม่กี่ร้อยกรัม เช่น เกลือ พรีมิกซ์ หรือกรดอะมิโน เกิดการชั่งผิดพลาดในปริมาณเท่ากัน ความคลาดเคลื่อนอาจมีผลต่อสูตรมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นวัตถุดิบที่ใช้ปริมาณน้อยควรมี เครื่องชั่งละเอียดแยกต่างหาก
การเลือกและเตรียมวัตถุดิบก่อนผสมอาหาร
สูตรจะดีเพียงใด หากวัตถุดิบไม่ดี อาหารที่ผลิตออกมาก็ยากที่จะดีตามสูตร
จึงควรเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมก่อนเสมอ
1. เลือกวัตถุดิบที่สะอาดและทราบแหล่งที่มา
วัตถุดิบพื้นฐานที่นิยมใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปีก สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
แหล่งพลังงาน
- ข้าวโพด
- ปลายข้าว
- รำข้าว
- น้ำมันพืช
แหล่งโปรตีน
- กากถั่วเหลือง
- ปลาป่นคุณภาพดี
- วัตถุดิบโปรตีนชนิดอื่นที่เหมาะสมกับอาหารสัตว์
แหล่งแร่ธาตุและสารอาหารปริมาณน้อย
- หินปูนอาหารสัตว์
- DCP หรือ MCP ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมและฟอสฟอรัส
- เกลือ
- Vitamin–Mineral Premix
- กรดอะมิโนเสริม เช่น Methionine หรือ Lysine ในกรณีที่ผลคำนวณสูตรระบุว่าจำเป็น
ควรเลือกใช้ วัตถุดิบที่ระบุชัดเจนว่าเหมาะสำหรับใช้ในอาหารสัตว์ โดยเฉพาะแร่ธาตุและสารเติมแต่งต่าง ๆ ไม่ควรนำสารเคมีเกรดอื่นมาใช้แทนกันเอง
หากใช้กากถั่วเหลือง ควรเป็นกากถั่วเหลืองที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม ไม่ควรนำเมล็ดถั่วเหลืองดิบมาบดใส่อาหารโดยตรง เนื่องจากถั่วเหลืองดิบมีสารต้านโภชนาการหลายชนิด ซึ่งอาจรบกวนการย่อยและการใช้ประโยชน์จากโปรตีนของไก่
อ่านเพิ่มเติม : ข้าวเปลือกกับไก่ชน ดีจริงไหม? เจาะลึกคุณค่า ประโยชน์ และข้อควรระวัง
2. ระวังวัตถุดิบขึ้นรา ชื้น และเหม็นหืน
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้สูตรอาหารคือ คุณภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าเครื่อง
ไม่ควรคิดว่า
“เดี๋ยวเข้าเครื่องอัดเม็ดแล้วความร้อนก็จัดการให้เอง”
เพราะโดยเฉพาะปัญหา สารพิษจากเชื้อรา หรือ Mycotoxins ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำวัตถุดิบไปผ่านเครื่องอัดเม็ด
ก่อนใช้วัตถุดิบควรตรวจดูว่า
- มีกลิ่นอับหรือไม่
- มีเชื้อราที่มองเห็นได้หรือไม่
- จับตัวเป็นก้อนจากความชื้นหรือไม่
- รำหรือน้ำมันมีกลิ่นหืนหรือไม่
- สีเปลี่ยนผิดปกติหรือไม่
- มีแมลงหรือสิ่งปนเปื้อนมากผิดปกติหรือไม่
หากพบความผิดปกติควรหาสาเหตุก่อนนำมาใช้
อย่าหวังว่าเครื่องอัดเม็ดจะสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบเสียให้กลายเป็นอาหารที่ดีได้
อ่านเพิ่มเติม : โปรตีน คาร์บ ไขมัน: ถอดรหัสสูตรอาหารไก่ชนตามหลักโภชนาการ
ขั้นตอนทำอาหารไก่ชนอัดเม็ด ตั้งแต่ต้นจนจบ
กระบวนการผลิตสามารถจำง่าย ๆ ได้ว่า
ชั่ง → บด → ผสมของปริมาณน้อย → ผสมรวม → ปรับสภาพ → อัดเม็ด → ทำให้เย็น → ร่อน → บรรจุ
ต่อไปคือรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน
ขั้นที่ 1 ชั่งวัตถุดิบทุกชนิดตามสูตร
สมมติเราจะผลิตอาหารจำนวน 100 กิโลกรัม ให้แยกวัตถุดิบแต่ละชนิดออกมาตามน้ำหนักที่คำนวณไว้
ไม่ควรใช้วิธีประมาณด้วยสายตา เช่น
- ข้าวโพดประมาณ 2 ถัง
- รำครึ่งกระสอบ
- กากถั่วเหลืองประมาณนี้น่าจะพอ
เพราะวัตถุดิบแต่ละชนิดมีความหนาแน่นแตกต่างกัน ปริมาตรหนึ่งถังจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำหนักเท่ากัน
สูตรอาหารควรคิดด้วยน้ำหนัก ไม่ใช่กะด้วยสายตา
ยิ่งต้องการให้อาหารแต่ละรอบมีคุณภาพใกล้เคียงกันมากเท่าไร การชั่งอย่างแม่นยำก็ยิ่งสำคัญ

ขั้นที่ 2 บดวัตถุดิบให้มีขนาดเหมาะสม
วัตถุดิบจำพวกข้าวโพด ปลายข้าว หรือเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ควรผ่านการบดก่อน เพื่อช่วยให้วัตถุดิบผสมเข้ากันได้ง่ายและผ่านเครื่องอัดเม็ดได้สม่ำเสมอขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “บดละเอียด” ไม่ได้หมายถึง
ยิ่งบดจนเป็นแป้งหรือฝุ่นมากที่สุดยิ่งดี
ขนาดอนุภาคของอาหารมีผลทั้งต่อ
- ความสม่ำเสมอในการผสม
- การอัดเม็ด
- ความแข็งแรงของเม็ดอาหาร
- การกินอาหาร
- การทำงานของระบบทางเดินอาหาร
สำหรับการผลิตระดับฟาร์ม หลักง่าย ๆ คือ
บดให้เมล็ดแตก มีขนาดค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องบดทุกอย่างจนละเอียดเหมือนแป้ง
หากกระบวนการบดมีการสูญเสียมาก อาจชั่งวัตถุดิบอีกครั้งหลังบดเพื่อให้ปริมาณสุดท้ายตรงกับสูตร

ขั้นที่ 3 ทำ “พรีมิกซ์ย่อย” สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ปริมาณน้อย
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก แต่คนทำอาหารเองจำนวนไม่น้อยมักข้ามไป
สมมติอาหารหนึ่งชุดหนัก 100 กิโลกรัม แต่มีวัตถุดิบบางชนิดเพียง 200–500 กรัม
หากนำของปริมาณเพียงเล็กน้อยนั้นเทลงไปตรง ๆ ในอาหารกองใหญ่ มีโอกาสที่วัตถุดิบจะกระจายไม่สม่ำเสมอ
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือ
- ชั่งวัตถุดิบปริมาณน้อยให้แม่นยำ
- นำไปผสมกับข้าวโพดบด รำ หรือวัตถุดิบพาหะจำนวนหนึ่งก่อน
- คลุกให้กระจายสม่ำเสมอ
- นำส่วนผสมดังกล่าวกลับไปผสมกับอาหารกองใหญ่
วิธีนี้ช่วยให้พรีมิกซ์ เกลือ หรือสารอาหารปริมาณน้อยมีโอกาสกระจายไปทั่วอาหารมากขึ้น
“ของที่ใส่น้อยที่สุด อาจเป็นของที่ต้องชั่งและผสมอย่างระมัดระวังที่สุด”

ขั้นที่ 4 ผสมวัตถุดิบทั้งหมดให้สม่ำเสมอ
เมื่อนำวัตถุดิบหลักมารวมกับพรีมิกซ์ย่อยแล้ว ขั้นต่อไปคือการผสมให้ส่วนประกอบทั้งหมดกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
หากใช้เครื่องผสม ควรปฏิบัติตามความจุและเวลาที่ผู้ผลิตเครื่องแนะนำ เพราะเครื่องผสมแต่ละแบบมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน
แนวทางทั่วไปสามารถทำได้ดังนี้
- ใส่วัตถุดิบกลุ่มธัญพืชส่วนหนึ่งลงในเครื่อง
- เติมแหล่งโปรตีน
- เติมพรีมิกซ์ย่อยหรือวัตถุดิบที่ใช้ปริมาณน้อย
- เติมวัตถุดิบหลักส่วนที่เหลือ
- ผสมจนส่วนประกอบกระจายสม่ำเสมอ
หากมีการใช้น้ำมัน ควรเติมในลักษณะที่ช่วยให้น้ำมันกระจายทั่วกองอาหาร
ไม่ควรเทน้ำมันทั้งหมดลงจุดเดียว เพราะอาจทำให้อาหารบางส่วนจับตัวเป็นก้อน ขณะที่ส่วนอื่นได้รับน้ำมันน้อยเกินไป
ต้องผสมนานกี่นาที?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่สามารถใช้ได้กับเครื่องทุกชนิด อย่าเชื่อสูตรสำเร็จว่า “ผสม 5 นาทีพอดี” หรือ “ต้องผสมอย่างน้อย 15 นาที”
เพราะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ
- ชนิดเครื่องผสม
- ขนาดเครื่อง
- ปริมาณอาหารในเครื่อง
- ความละเอียดของวัตถุดิบ
- รูปร่างใบกวน
- สภาพและการสึกหรอของเครื่อง
การใส่อาหารมากเกินกำลังเครื่องก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพการผสมลดลงได้
ขั้นที่ 5 ปรับสภาพอาหารก่อนเข้าเครื่องอัดเม็ด
หลังจากผสมเรียบร้อยแล้ว เราจะได้อาหารลักษณะผงหรือ Mash
ก่อนนำเข้าเครื่องอัดเม็ด อาหารบางสูตรและเครื่องบางรุ่นอาจจำเป็นต้องมีการปรับความชื้นหรือสภาพของอาหารเล็กน้อย เพื่อช่วยให้วัตถุดิบสามารถจับตัวและผ่านรูอัดได้ดีขึ้น
โรงงานอาหารสัตว์ขนาดใหญ่มีระบบ Steam Conditioning ซึ่งสามารถควบคุมไอน้ำ อุณหภูมิ และเวลาได้ค่อนข้างแม่นยำ
แต่เครื่องอัดเม็ดขนาดเล็กที่ใช้ในฟาร์มจำนวนมากไม่มีระบบดังกล่าว
ดังนั้น ไม่ควรนำตัวเลขความชื้นหรืออุณหภูมิของโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้กับเครื่องขนาดเล็กแบบตรง ๆ
ควรยึดคู่มือของเครื่องที่ใช้อยู่เป็นหลัก
หากเครื่องระบุว่าสามารถปรับความชื้นก่อนอัดได้ ควรใช้หลักดังนี้
- เติมน้ำหรือของเหลว ทีละน้อย
- ผสมให้ทั่วทุกครั้งก่อนเติมเพิ่ม
- อย่าเทน้ำลงจุดเดียว
- บันทึกปริมาณที่เติมไว้
- ทดลองจากอาหารปริมาณน้อยก่อน
ความชื้นน้อยเกินไปอาจทำให้อาหารจับตัวเป็นเม็ดยาก ขณะที่ความชื้นมากเกินไปก็อาจทำให้เครื่องทำงานผิดปกติหรือเพิ่มความเสี่ยงด้านการเก็บรักษา
มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ช่วยยืนยันความสำคัญของเรื่องนี้ โดย Subwilawan และคณะ ศึกษาการปรับความชื้นของอาหารไก่เนื้อก่อนอัดเม็ด พบว่า การเพิ่มความชื้นในช่วงที่เหมาะสมช่วยให้กระบวนการอัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากน้ำช่วยลดแรงเสียดทานขณะอาหารผ่านรู die และสามารถลดการใช้พลังงานของเครื่องอัดได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวเป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรม จึงไม่ควรนำค่าความชื้นที่ใช้ในการทดลองมาใช้กับเครื่องอัดเม็ดขนาดเล็กแบบตรง ๆ แต่ควรนำมาใช้เป็นหลักฐานว่า “ความชื้นก่อนอัดเป็นตัวแปรสำคัญที่ควรควบคุม ไม่ใช่เติมน้ำด้วยการกะเอาเพียงอย่างเดียว” รายละเอียดงานวิจัย

ขั้นที่ 6 อัดอาหารผ่านเครื่องอัดเม็ด
เมื่ออาหาร Mash พร้อมแล้ว จึงเริ่มป้อนเข้าเครื่องอัดเม็ด ไม่ควรเทอาหารลงเครื่องเต็มกำลังตั้งแต่ช่วงแรก ให้ค่อย ๆ ป้อนอาหารและสังเกตการทำงานของเครื่อง เช่น
- เครื่องเดินเรียบหรือไม่
- มอเตอร์ทำงานหนักผิดปกติหรือไม่
- die หรือส่วนอัดร้อนผิดปกติหรือไม่
- เม็ดออกมาต่อเนื่องหรือไม่
- มีผงออกมามากผิดปกติหรือไม่
- เครื่องเริ่มตันหรือไม่
หากอาหารเม็ดแตกง่าย อย่าเพิ่งสรุปว่า เครื่องอัดเม็ดไม่ดี เพราะคุณภาพของเม็ดอาหารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
- สูตรอาหาร
- ความละเอียดของวัตถุดิบ
- ปริมาณไขมัน
- ความชื้น
- การผสม
- สภาพของ die และ roller
- อัตราการป้อนอาหารเข้าเครื่อง
สำหรับผู้เริ่มต้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ทดลองทีละ Batch เล็ก ๆ และจดบันทึกทุกครั้ง
ตัวอย่างเช่น
- สูตร A
- ผลิต 10 กิโลกรัม
- ใช้ die ขนาดเท่าไร
- เติมน้ำเท่าไร
- เครื่องทำงานหนักหรือไม่
- เม็ดออกมาดีหรือไม่
- เม็ดแตกเป็นผงมากน้อยแค่ไหน
เมื่อทดลองหลายครั้งจะเริ่มเข้าใจทั้ง นิสัยของเครื่อง และ นิสัยของสูตรอาหาร ที่ใช้

ขั้นที่ 7 อาหารออกจากเครื่องแล้ว อย่าเพิ่งใส่กระสอบ
อาหารที่เพิ่งออกจากเครื่องอัดเม็ดมักมีความร้อน และอาจมีความชื้นสูงกว่าสภาพปกติ
หากนำไปใส่ถุงและปิดทันที ความร้อนและไอน้ำอาจถูกกักไว้ในถุง ทำให้เกิดสภาพที่ไม่เหมาะต่อการเก็บรักษา
โรงงานอาหารสัตว์จึงมีขั้นตอน Cooling หรือการทำให้เย็น หลังการอัดเม็ด
สำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่มีเครื่อง Cooler สามารถประยุกต์ได้โดย
- กระจายอาหารบนพื้นผิวหรือภาชนะที่สะอาด
- อย่ากองอาหารหนาเกินไป
- ให้อากาศสามารถถ่ายเทได้
- พลิกหรือกระจายอาหารเป็นระยะหากจำเป็น
- รอจนเม็ดเย็นใกล้อุณหภูมิห้อง
- ตรวจดูว่าไม่มีความชื้นสะสมก่อนบรรจุ
ข้อควรระวังคือ ไม่ควรนำอาหารไปตากในบริเวณที่ มีฝุ่นมาก นกสามารถเข้าถึง มีหนู มีแมลง มีความชื้นสูง เสี่ยงโดนฝนหรือน้ำค้าง
อัดเสร็จไม่ได้หมายความว่าผลิตเสร็จ การทำให้เย็นและแห้งอย่างเหมาะสมคือส่วนหนึ่งของการผลิตเช่นกัน
ขั้นที่ 8 ร่อนเศษผงและเม็ดแตกก่อนบรรจุ
เมื่ออาหารเย็นแล้ว สามารถนำมาร่อนเพื่อแยก เศษผง เศษเม็ดแตก เม็ดที่มีขนาดผิดปกติ ออกจากอาหารเม็ดที่สมบูรณ์
เศษอาหารที่สะอาดจาก Batch เดียวกันอาจรวบรวมเพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้งในปริมาณที่ควบคุมได้
แต่ไม่ควรนำอาหารที่ เก่า ชื้น มีกลิ่นผิดปกติ ขึ้นรา มีแมลงปนเปื้อนกลับมาอัดใหม่เพียงเพราะเสียดาย
อ่านเพิ่มเติม : ไก่ชนกินอะไรถึงจะแข็งแรง? เจาะเคล็ดลับการให้อาหารแบบเซียน
ควรใช้เม็ดอาหารขนาดเท่าไร?
ขนาดอาหารควรสัมพันธ์กับขนาดและอายุของไก่
ลูกไก่ตัวเล็กไม่ควรถูกบังคับให้กินอาหารเม็ดขนาดเดียวกับไก่หนุ่มหรือไก่โตเต็มวัย
หลักการง่าย ๆ คือ
ลูกไก่ → อาหารต้องเล็กและกินง่าย
ไก่โตขึ้น → สามารถใช้เม็ดขนาดใหญ่ขึ้นได้
สำหรับลูกไก่ อาจใช้อาหารในรูป Crumble คือการนำอาหารที่ผ่านการอัดเม็ดแล้วมาทำให้แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ
ข้อดีคือยังคงลักษณะอาหารที่จับตัวกัน แต่มีขนาดเหมาะกับปากของลูกไก่มากกว่าเม็ดยาวเต็มขนาด
ส่วนไก่ที่โตขึ้นแล้วสามารถใช้ Pellet ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ควรดูความสามารถของเครื่องอัดเม็ด ขนาดรู die และพฤติกรรมการกินของไก่ในฟาร์มประกอบกัน
อ่านเพิ่มเติม : 10 สุดยอดอาหารไก่ชน และอาหารเสริม แยกตามช่วงวัย
สูตรอาหารไก่ชนอัดเม็ดตัวอย่าง 2 สูตร
ก่อนนำสูตรด้านล่างไปใช้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเป็น “สูตรตัวอย่างสำหรับทดลองและนำไปคำนวณต่อ”
ไม่ใช่สูตรมาตรฐานที่เหมาะกับไก่ชนทุกตัว ทุกอายุ ทุกสายพันธุ์ หรือทุกฟาร์ม
เนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการของข้าวโพด รำ กากถั่วเหลือง ปลาป่น และวัตถุดิบอื่น สามารถแตกต่างกันตามแหล่งผลิต คุณภาพ ความชื้น และกระบวนการผลิต
ดังนั้นควรนำสูตรเข้า โปรแกรมคำนวณสูตรอาหาร เพื่อตรวจสอบสารอาหารและปรับให้เหมาะสมก่อนผลิตจริง
สูตรตัวอย่างที่ 1 อาหารลูกไก่ 100 กิโลกรัม
| วัตถุดิบ | ปริมาณ |
| ข้าวโพดบด | 52.5 กก. |
| กากถั่วเหลือง | 29 กก. |
| รำละเอียด | 8 กก. |
| ปลาป่นคุณภาพดี | 5 กก. |
| น้ำมันพืช | 2 กก. |
| ไดแคลเซียมฟอสเฟต | 1.5 กก. |
| หินปูนอาหารสัตว์ | 1 กก. |
| วิตามิน-แร่ธาตุพรีมิกซ์ | 0.5 กก. |
| ดีแอล-เมไธโอนีน | 0.2 กก. |
| เกลือ | 0.3 กก. |
| รวม | 100 กก. |
สูตรนี้ใช้ข้าวโพดเป็นแหล่งพลังงานหลัก ขณะที่กากถั่วเหลืองและปลาป่นเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ ช่วงลูกไก่เป็นระยะที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงควรให้ความสำคัญกับทั้งพลังงาน โปรตีน และโดยเฉพาะ กรดอะมิโนจำเป็น
อ่านเพิ่มเติม : สูตรอาหารพลังงานสูงสำหรับไก่ชนช่วงอัดน้ำเลี้ยง: กินอย่างไรให้มีแรงวิ่ง?
สูตรตัวอย่างที่ 2 อาหารไก่หนุ่ม 100 กิโลกรัม
| วัตถุดิบ | ปริมาณ |
| ข้าวโพดบด | 55 กก. |
| กากถั่วเหลือง | 25 กก. |
| รำละเอียด | 12 กก. |
| ปลาป่นคุณภาพดี | 3 กก. |
| น้ำมันพืช | 1.5 กก. |
| ไดแคลเซียมฟอสเฟต | 1.3 กก. |
| หินปูนอาหารสัตว์ | 1.2 กก. |
| วิตามิน-แร่ธาตุพรีมิกซ์ | 0.5 กก. |
| ดีแอล-เมไธโอนีน | 0.2 กก. |
| เกลือ | 0.3 กก. |
| รวม | 100 กก. |
เมื่อไก่โตขึ้น ความต้องการสารอาหารต่ออาหารหนึ่งกิโลกรัมสามารถเปลี่ยนไปจากช่วงลูกไก่ สูตรตัวอย่างนี้จึงลดสัดส่วนวัตถุดิบโปรตีนลงจากสูตรลูกไก่ และเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบพลังงานและรำขึ้น เช่นเดียวกับสูตรแรก ต้องนำไปตรวจสอบด้วยโปรแกรมคำนวณสูตรอาหารก่อนใช้งานจริง
อ่านเพิ่มเติม : อาหารทำให้ไก่ชนโครงสร้างใหญ่ได้จริงไหม? พันธุกรรมกับโภชนาการ อะไรสำคัญกว่ากัน
อย่าดูแค่ “โปรตีนกี่เปอร์เซ็นต์”
นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเวลาคนเริ่มผสมอาหารเอง
สมมติอาหารสองสูตรมีโปรตีน 20% เท่ากัน
ไม่ได้หมายความว่าอาหารสองสูตรนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการเท่ากัน
เพราะโปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด และไก่ต้องการกรดอะมิโนจำเป็นแต่ละตัวในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น
- Lysine
- Methionine
- Cystine
- Threonine
- Tryptophan
- Valine
ดังนั้นการเพิ่มกากถั่วเหลืองหรือปลาป่นไปเรื่อย ๆ เพียงเพื่อให้ตัวเลขโปรตีนสูง ไม่ได้หมายความว่าสูตรจะสมดุลขึ้นเสมอไป
นอกจากโปรตีนแล้ว ยังต้องดู
- พลังงาน
- กรดอะมิโน
- แคลเซียม
- ฟอสฟอรัส
- โซเดียม
- วิตามิน
- แร่ธาตุ
ให้เหมาะสมร่วมกัน
“อาหารที่โปรตีนสูง ไม่ได้แปลว่าอาหารนั้นสมดุล”
นี่คือเหตุผลที่โปรแกรมคำนวณสูตรอาหารมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เราไม่ได้ดูแค่ตัวเลขโปรตีนเพียงตัวเดียว
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่ออัดอาหารเอง และควรแก้ตรงไหน
การทดลองผลิตครั้งแรกอาจไม่ได้เม็ดอาหารสวยเหมือนอาหารโรงงานทันที ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
สิ่งสำคัญคือรู้ว่าแต่ละปัญหาควรย้อนกลับไปตรวจตรงไหน
อาหารไม่ยอมจับเป็นเม็ด
ควรตรวจ
- ความชื้นของ Mash
- ความละเอียดของวัตถุดิบ
- ปริมาณน้ำมันหรือไขมัน
- สูตรอาหาร
- สภาพ die
- สภาพ roller
- อัตราการป้อนอาหารเข้าเครื่อง
ไม่ควรแก้ด้วยการเติมน้ำจำนวนมากในครั้งเดียว
ให้เติมทีละน้อย ผสม และทดลองใหม่
เม็ดอาหารแตกเป็นผงมาก
ให้ตรวจ
- ขนาดอนุภาคของวัตถุดิบ
- การผสม
- ความชื้น
- ปริมาณไขมัน
- สูตรอาหาร
- แรงอัด
- สภาพ die และ roller
- การขนย้ายหลังอัดเม็ด
อย่าด่วนสรุปว่าเป็นเพราะเครื่องเพียงอย่างเดียว
เครื่องอัดเม็ดตัน
หากเครื่องเริ่มตันหรือทำงานหนักผิดปกติ ควรหยุดเครื่องและตรวจสอบตามคู่มือ
ไม่ควรฝืนเดินเครื่องต่อ
สาเหตุอาจเกิดจาก
- Mash ชื้นเกินไป
- Mash แห้งเกินไป
- ป้อนอาหารเร็วเกินกำลังเครื่อง
- วัตถุดิบหยาบเกินไป
- มีสิ่งแปลกปลอม
- die มีปัญหา
ก่อนบดและอัดจึงควรตรวจหาหิน เศษโลหะ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากวัตถุดิบด้วย
อาหารทำเสร็จแล้วขึ้นรา
ให้ย้อนกลับไปตรวจตั้งแต่
วัตถุดิบ → ความชื้นก่อนอัด → การทำให้เย็น → การบรรจุ → สถานที่เก็บ
หนึ่งในสาเหตุที่ควรระวังคือการรีบบรรจุอาหารขณะที่ยังร้อนหรือยังมีความชื้นสะสม
วิธีเก็บอาหารไก่ชนอัดเม็ดที่ทำเอง
เมื่ออาหารเย็นและอยู่ในสภาพเหมาะสมแล้วจึงนำไปบรรจุ
ควรเก็บอาหารโดย
- เก็บในสถานที่แห้ง
- มีอากาศถ่ายเท
- ป้องกันฝนและความชื้น
- ไม่วางกระสอบอาหารสัมผัสพื้นโดยตรง
- ไม่วางแนบผนังชื้น
- ป้องกันหนู นก และแมลง
- เขียนวันที่ผลิตบนถุง
- เขียนชื่อหรือรหัสสูตรให้ชัดเจน
- ใช้อาหารเก่าก่อนอาหารใหม่
- ไม่ผลิตมากเกินกว่าที่จำเป็น
หากใช้ Premix ควรจัดเก็บตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะวิตามินบางชนิดไวต่อ ความร้อน แสง ออกซิเจน ความชื้น หากอาหารเริ่มมีกลิ่น สี หรือสภาพผิดปกติ ไม่ควรฝืนใช้เพียงเพราะเสียดาย
“ต้นทุนอาหารหนึ่งกระสอบ อาจมีค่าน้อยกว่าต้นทุนของไก่ทั้งคอกที่ต้องรับผลจากอาหารเสีย”
ทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดเอง ลดต้นทุนได้จริงหรือไม่?
คำตอบคือ
มีโอกาสลดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น หากเราคำนวณว่า
- วัตถุดิบรวมกันกิโลกรัมละ 14 บาท
- อาหารสำเร็จรูปกิโลกรัมละ 22 บาท
อย่าเพิ่งสรุปว่าเราประหยัดได้ 8 บาทต่อกิโลกรัม
เพราะต้นทุนการผลิตจริงยังมี
- ค่าวัตถุดิบ
- ค่าขนส่งวัตถุดิบ
- ค่าไฟ
- ค่าแรง
- การสูญเสียจากการบด
- การสูญเสียจากการอัด
- ค่าเสื่อมเครื่องจักร
- ค่าซ่อมบำรุง
- ค่าถุงและการจัดเก็บ
ดังนั้นควรคำนวณ
ต้นทุนรวมทั้งหมด ÷ จำนวนกิโลกรัมของอาหารสำเร็จที่ใช้ได้จริง
จึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริง
สำหรับบางฟาร์ม การผลิตเองอาจไม่ได้ถูกที่สุด แต่ข้อดีอาจอยู่ที่
- รู้ว่าใส่วัตถุดิบอะไร
- เลือกคุณภาพวัตถุดิบเองได้
- ปรับสูตรได้
- ทดลองสูตรกับไก่ของตัวเองได้
- ควบคุมกระบวนการผลิตได้
- รู้ต้นทุนแต่ละสูตรอย่างละเอียด
บางครั้งคำว่า “ควบคุมได้” อาจมีค่ามากกว่าคำว่า “ถูกที่สุด”
มือใหม่ควรเริ่มผลิตครั้งละเท่าไร?
หากเพิ่งเริ่มทดลอง ไม่แนะนำให้ผลิตครั้งละ 100–200 กิโลกรัมทันที
ควรเริ่มจาก Batch เล็ก เช่น
ประมาณ 10–20 กิโลกรัม
เพื่อทดลองดูว่า
- สูตรเข้าเครื่องได้ดีหรือไม่
- เครื่องทำงานหนักหรือไม่
- เม็ดขึ้นรูปดีหรือไม่
- เม็ดแตกเป็นผงมากหรือไม่
- ไก่ยอมกินหรือไม่
- การเก็บรักษามีปัญหาหรือไม่
เมื่อได้กระบวนการที่ค่อนข้างคงที่แล้ว จึงค่อยเพิ่มปริมาณการผลิต
ที่สำคัญควรมี สมุดบันทึกการผลิต
ตัวอย่างข้อมูลที่ควรจด ได้แก่
- วันที่ผลิต
- สูตรที่ใช้
- แหล่งวัตถุดิบ
- ปริมาณที่ผลิต
- ขนาด die
- ปริมาณน้ำหรือของเหลวที่เติม
- ปัญหาที่พบ
- คุณภาพเม็ดหลังผลิต
- การกินอาหารของไก่
- ต้นทุนต่อกิโลกรัม
เมื่อสะสมข้อมูลมากขึ้น ฟาร์มจะค่อย ๆ พัฒนาสูตรและกระบวนการที่เหมาะกับตัวเองได้
นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายหมวดหมู่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน…เลือกอ่านบทความตามหมวดหมู่ทั้งหมด
สรุป วิธีทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดเองให้เริ่มต้นถูกทาง
การทำอาหารไก่ชนอัดเม็ดใช้เองไม่ได้ซับซ้อนเกินไป หากเข้าใจกระบวนการและทำอย่างเป็นระบบ
หลักสำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้
- กำหนดสูตรและตรวจสารอาหารก่อน
- เลือกวัตถุดิบคุณภาพดี
- ชั่งวัตถุดิบทุกชนิดด้วยน้ำหนัก
- บดวัตถุดิบให้มีขนาดเหมาะสม
- ทำพรีมิกซ์ย่อยสำหรับวัตถุดิบที่ใช้ปริมาณน้อย
- ผสมให้ส่วนประกอบกระจายสม่ำเสมอ
- ปรับสภาพอาหารให้เหมาะกับเครื่องอัดที่ใช้
- ทดลองอัดทีละ Batch เล็กก่อน
- ทำให้อาหารเย็นและระบายความชื้นก่อนบรรจุ
- จัดเก็บอย่างถูกต้อง
- จดบันทึกผลทุกครั้งเพื่อนำมาปรับปรุง
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเริ่มต้นจากคำถามว่า
“เราจะใส่อะไรให้ไก่เยอะที่สุด?”
แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า
“ไก่ต้องการสารอาหารอะไร และเราจะทำอย่างไรให้สารอาหารเหล่านั้นกระจายอยู่ในอาหารทุกเม็ดอย่างสม่ำเสมอ?”
เครื่องอัดเม็ดมีหน้าที่ เปลี่ยนอาหารผงให้กลายเป็นเม็ด
แต่สิ่งที่ทำให้อาหารหนึ่งสูตรมีคุณภาพจริง ๆ คือ
วัตถุดิบที่ดี + สูตรที่สมดุล + การชั่งที่แม่นยำ + การผสมที่ทั่วถึง + กระบวนการผลิตและการเก็บที่ถูกต้อง
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน การผลิตอาหารไก่ชนอัดเม็ดใช้เองก็จะเปลี่ยนจากการ “ลองผสมดู” ไปสู่การผลิตอาหารอย่างมีระบบ และสามารถพัฒนาสูตรของฟาร์มต่อไปได้ในระยะยาว
KaichonHub เว็บไซต์สำหรับคนเลี้ยงไก่ชนที่ต้องการพัฒนาจริงจัง
